เกรียน 4 ประเภท
posted on 28 Jul 2009 21:23 by chaolicตามความเชื่อโบราณเราแบ่งความเกรียนออกเป็น 4 ประเภท ตามการเกิด
ประเภทแรก
สังเสทชเกรียน (สัง-เส-ทะ-ชะ-เกรียน)
คือเกรียนที่อุบัติขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แออัดและเจิ่งนองไปด้วยแหล่งน้ำเน่าเสีย เช่น แหล่งชุมชนแออัด เป็นต้น เกรียนเหล่านี้เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า เกรียนสลัม
ประเภทที่สอง
อัณฑชะเกรียน (อัน-ทะ-ชะ-เกรียน)
คือเกรียนที่อุบัติขึ้นโดยจากความหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องของอัณฑะหรือเกี่ยวกับอัณฑะใน
ทุกๆกรณี หรือในอีกนัยหนึ่งคือเกรียนที่นิยมเรื่องไต้สะดือเป็นอาจินต์ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เกรียนสถุล
ประเภทที่สาม
ชลาพุชะเกรียน (ชะ-ลา-พุ-ชะ-เกรียน)
คือเกรียนที่อุบัติขึ้นในครรภ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า เกรียนโดยกำเนิด
ประเภทสุดท้าย
โอปปาติเกรียน (โอ-ปะ-ปา-ติ-เกรียน)
คือเกรียนที่อุบัติขึ้นมาแล้วเป็นตัวเป็นตนในสภาพที่โตเต็มวัยโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางความคิดหรือวิวัฒนาการในการไตร่ตรองใดๆ เกรียนเหล่านี้เราเรียกว่า เกรียนแตก
แลหากเกรียนตนใดที่อุบัติขึ้นแลมีครบทั้งสี่ประการอยู่ในตนเดียว เกรียนนั้นจักถูกยกให้เป็น เกรียนเทพ หรือ IกรีeuInW อันเป็นคำเรียกที่ยกย่อง องค์กิเรียนนเทวบุตร (กิ-เรียน-นะ-เท-วะ-บุตร) เทพผู้ให้กำเนิดและคุ้มครองเหล่าเกรียน
จากคัมภีร์เกรียนเวทย์ และคัมภีร์ทางนิกายตันตระ ได้มีการกล่าวถึง กิเรียนนเทวบุตร ว่า ถือกำเนิดขึ้นจากสิ่งใดไม่มีการบันทึกไว้อย่างแน่ชัด เป็นเทวบุตรที่มีรูปร่างแปลกประหลาดพิสดารยิ่งนัก ซึ่งคัมภีร์เกรียนเวทย์ ได้กล่าวไว้ว่า เป็นเทพแต่มิใช่เทพ อสูรแต่มิใช่อสูร แลมิใช่ทั้งพวกแทตย์แลทานพใดๆ ทั้งสิ้น มีรูปกายตั้งตรง พุงโตใหญ่ รูปร่างเตี้ย หนังศีรษะมีเพียงเส้นผมบางๆ ที่ด้านบน รอบด้านมีแต่หนังศีรษะสีขาวอมเขียวดุจดังพึ่งตัดมาให ม่ๆ ฉลองภูษาท่อนบนสีแขนสั้นสีขาวบริสุทธิ์กลัดกระดุมห้า เม็ด ท่อนล่างสีกรมท่าขาสั้น ชายเสื้ออยู่เหนือกางเกง สวมรองเท้าผ้าใบเหยียบส้นนามว่านันยาง พุงเท้าสีขาวที่ม้วนลงมากองที่ข้อเท้าและย้วยจนยับปลิ้น ใบหน้าสวมแว่นตาหนาเตอะ ยามอ้าปากจะเห็นฝูงสุนัขขี้เรื้อนดุร้ายอยู่ข้างในฝู งหนึ่งคอยส่งเสียงร้องเห่าหอนออกมาอย่างโหยหวนเป็นระยะ หัตถ์ขวาทรงพระแสงคีย์บอร์ดนามว่าซูห์ บางตำรากล่าวว่าพระแสงคีย์บอร์ดนี้นามว่าลอจิเท็ค หัตถ์ซ้ายทรงกระเป๋าสีดำใบใหญ่ภายในบรรจุคัมภีร์โดจินต่างๆ จนกระเป๋านี้พองบวม ทรงเก้าอี้สีแดงเป็นพาหนะ มีวิมานชื่อร้านเน็ต ยามว่างมักชอบก่อเหตุสำแดงอิทธิฤทธิ์ลงไปสิงยังร่างของมนุษย์จนเกิดเป็นเรื่องราวต่างๆนาๆ อันว่าบันทึกในคัมภีร์เกรียนเวทย์ก็จบลงเพียงเท่านี้แล…
เมื่อถือกำเนิดขึ้นบนสวรรค์ อำนาจของกิเรียณเทวบุตรก็สำแดงอานุภาพสั่นคลอนไปทั่ว
ทั้งเทวโลก บาดาลโลก ปฐพีโลก ยมโลก และอสูรโลก เหล่าเทวดา มนุษย์ อสูร รากษส แทตย์ ทาณพ ครุฑ นาค
ล้วนแต่กลายเป็นเกรียนกันไปเสียสิ้นและในช่วงเวลานั้นเอง ณ พิภพอสูร
พลันบังเกิดเหตุประหลาดขึ้น เมื่อมีทารกอสูรบังเกิดขึ้นเบื้องหน้าบัลลังก์แห่งเนวาสิกเทวอสูรทารกนั้นแผดเสียงสะเทือนดังกึกก้องไปทั่วว่า ตบเกรียน ตบเกรียน ตบเกรียน เป็นเวลาถึง 3 ครั้งด้วยกัน
เมื่อเป็นเหตุอัศจรรย์เช่นนี้อสูร เทวเนวาสิก จึงรับเอาทารกนี้มาเลี้ยงดูดุจดังบุตรในอุทรณ์ หากแต่ไม่ว่าจะทำเช่นใดก็ไม่อาจหาชื่อที่เหมาะสมกับทารกนี้ได้ จวบจนทารกน้อยเติบโตเป็นอสูรหนุ่มที่มีผิวพรรณผุดผ่อง ใบหน้าผ่องใส แววตาเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและความรู้ และเจนจบในศาสตร์ต่างๆจนหมดสิ้น
ครั้นแล้ว อสูรกุมารก็บอกลาต่อเทวอสูรผู้เปรียบเสมือนบิดา เพื่อเข้าป่าบำเพ็ญตบะขอพรจากองค์พระเป็นเจ้า กาลผ่านล่วงเลยเป็นเวลานานเท่าใดไม่อาจล่วงรู้ได้ องค์พระเป็นเจ้าจึงปรากฏกาย ขึ้นต่อหน้าอสูรกุมารซึ่งขอพรไว้ว่า ขอให้มีดวงตาอันเป็นทิพยเนตรมองว่าผู้ใดถูกครอบงำด้วยอำนาจของกิเรียน ณเทวบุตร แลผู้ใดคือรูปอวตารแห่งเทวบุตรผู้นี้
พรข้อถัดมาคือขอให้ทุกๆวาจาที่เปล่งออกไปเพื่อแสดงธรรมแห่งจักรวาลนั้นรุ่มร้อนดุจดังเปลวไฟนรกยาม แสดงต่อหน้าเหล่าสาวกหรือรูปอวตารของกิเรียนณ
และพรประการสุดท้ายคือขอให้ตนมีศาสตราวุธและอิทธิฤทธิ์ที่สามารถสยบกิเรียนณได้เสมอในทุกๆ ครั้งที่ต่อสู้กัน
เมื่อได้รับพรแล้ว อสูรกุมารก็มุ่งหน้าไปยังเกรียนโลก สถานที่อันเป็นที่ตั้งของวิมานร้านเน็ตแห่งกิเรียนณ
ด้วยพรอันศักดิ์สิทธิ์ เหล่าสาวกของกิเรียนณต้องมีอันถึงกับลงไปดิ้นทุรนทุรายราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟนรก
ผู้ที่คิดต่อสู้เพียงแค่ถูกฝ่ามือของอสูรกุมารตบเข้าให้ที่ศีรษะ พลันเส้นผมก็บังเกิดขึ้นและงอกยาวจนขับไล่ความเกรียนออกได้จนหมดสิ้น เป็นเช่นนี้กิเรียนณเทวบุตรจึงสำแดงอิทธิฤทธิ์เข้าต่อสู้ด้วยตนเอง เป็นการต่อสู้ที่สะท้านไปทั่วทั้งจักรวาล เพราะต่างฝ่ายต่างก็เปี่ยมไปด้วยฤทธานุภาพ
ในท้ายที่สุดอสูรกุมารก็ได้ทีใช้มือตบไปที่ศีรษะของกิเรียนณจนหลุดกระเด็น และมีเส้นผมงอกเงยขึ้นมา แต่ว่าเมื่อศีรษะนั้นตกลงถึงพื้นกลับกลายเป็นว่ามีกิเรียนณเทวบุตรขึ้นมาอีกนับล้าน อสูรกุมารจึงใช้กลวิธีใหม่ด้วยการแบ่งภาคออกมาเป็นจำนวนเท่าๆกัน แล้วทุกภาคก็โยนกิเรียนณขึ้นไปบนฟ้า แล้วจับไว้พร้อมทั้งใช้อาวุธวิเศษที่ได้รับมา
นั่นคือพระแสงแบตตาเลี่ยนอันแหลมคม เข้าไถศีรษะของร่างแบ่งกิเรียนณ จนเส้นผมหายไปหมดสิ้น แล้วจึงใช้มือระดมตบอย่างไม่ยั้งพลางสาธยายธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งศีรษะของกิเรียนณแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กระจายลงสู่พื้นโลกสูญสลายไป
เมื่อมีชัยเหนือกิเรียนณเทวบุตรได้ อสูรกุมารจึงได้รับนามอันเป็นมงคลแก่ตนว่า กิเรียนณรชิต (กิ-เรียน-นอ-ระ-ชิด) อันแปลว่าผู้พิชิตความเกรียน และกลับสู่วิมานของตน ณ อสูรโลก หากยามใดที่มีสาวกแห่งกิเรียนณ หรือรูปอวตารแบ่งภาคปรากฏขึ้น กิเรียนณรชิตจะลงไปไล่ตบจนสิ้นเพื่อกำจัดภัยร้างแห่งจักรวาลนี้
และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั่วทั้งจักรวาลก็ไม่มีความเกรียนอีกเลยแม้แต่น้อย เอวังจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้แล
เครดิต http://bbs.asiasoft.co.th/showthread.php?t=202600
------------------------------------
เจอมาน่ะค่ะ ขำๆนะคะ อย่าเครียด

